5 ขั้นตอน เริ่มทำการตลาดออนไลน์ ง่าย ๆ

สำหรับมือใหม่ที่เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเอง อาจเจอคู่แข่งที่ทำสินค้าคล้ายๆกันมากมาย สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของคุณนั่นก็คือ “การทำการตลาดออนไลน์” มาลองดู 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ ที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ รับรองแตกต่างแซงหน้าคู่แข่งของคุณแน่นอน!

การเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์นั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ซึ่งมีผู้ประกอบการจำนวนมากเรียนรู้วิธีการสร้างรายได้จากการตลาดออนไลน์ พร้อมทั้งมีแนวคิดทางธุรกิจที่ดี และมีการวางแผนการตลาดร่วมด้วย สำหรับมือใหม่ที่เคยมีสินค้าขายแบบออฟไลน์อยู่แล้วแต่สนใจอยากทำธุรกิจออนไลน์บ้าง ลองมาดู 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ ที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

  1. เริ่มต้นที่ Social Media

ในการเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแพลตฟอร์มใดเหมาะสมกับสินค้าและบริการของคุณ ดังนั้นเราอยากจะแนะนำแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับทำการตลาดออนไลน์ เพื่อนำไปพิจารณาว่าสินค้าของคุณเหมาะสมกับแพลตฟอร์มใดบ้าง

  • Facebook เป็นช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ โดยในปี 2018 มีคนไทยใช้งานบัญชี Facebook สูงถึง 52 ล้านราย ดังนั้นการขายของบน Facebook จึงเป็นตัวเลือกที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด สินค้าส่วนมากจะเป็นสินค้าสำหรับผู้หญิง เพราะแนวโน้มในการซื้อสินค้าผู้หญิงจะซื้อได้ง่ายกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะเลือกซื้อสินค้าที่จับต้องได้มากกว่า ถ้าหากคิดจะขายอย่างจริงจังควรสร้าง Facebook Fanpage เพราะสามารถลงโฆษณา โดยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายจาก อายุ เพศ การศึกษา ตำแหน่งที่ตั้ง ได้ด้วย หากกำหนดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็จะสามารถสร้างโอกาสในการมองเห็นสินค้าได้อย่างง่ายขึ้น
  • LINE@ บัญชีการติดต่อสื่อสารยอดนิยมสำหรับธุรกิจหรือบริษัท สามารถพูดคุยกับคนที่แอดเป็นเพื่อนได้แบบ 1 ต่อ 1 และสามารถ Broadcast เพื่อแจ้งข่าวสาร แนะนำสินค้า  หรือโปรโมชั่นต่างๆ ให้ผู้ติดตามได้รับรู้ ซึ่งในการส่งข้อความ Broadcast  การกดส่ง 1 ครั้ง สามารถส่งถึงผู้ที่ติดตามทุกๆ คนได้ นอกจากนี้ยังสามารถโพสต์ลงบน Timeline ได้อีกด้วย ถ้าดูจากยอดฐานผู้ใช้บัญชี LINE ในไทยปัจจุบันที่มีมากกว่า 42 ล้านราย LINE@ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณไม่ความมองข้ามหากคิดจะทำการตลาดออนไลน์
  • Instagram ช่องทางการขายสินค้าที่เน้นการนำเสนอด้วยภาพ หรือวิดีโอสั้นๆ โดยปัจจุบันคนไทยใช้งาน Instagram ประมาณ 14 ล้านคน ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับขายหรือโปรโมทสินค้าที่สื่อสารกันด้วยภาพ/ วิดีโอสั้นๆ ให้น่าซื้อมากขึ้น ส่วนมากสินค้ายอดนิยมที่ขายกันใน Instagram จะเป็น เสื้อผ้า ,รองเท้า ,กระเป๋า ,เคสมือถือ ,เครื่องสำอาง ,เครื่องประดับ เป็นต้น นั่นก็เพราะว่าแพลตฟอร์มนี้ใช้งานง่าย นำเสนอขายสินค้าด้วยรูปภาพที่สวยงาม ซึ่งการได้เห็นรูปสินค้าสวยๆ จะเกิดแรงกระตุ้นให้อยากซื้อสินค้ามากขึ้นนั่นเอง
  • Twitter แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนอายุ 16-34 ปี (อ้างอิงข้อมูลจากงาน DAAT 2018) ด้วยความเป็น Realtime ที่เหนือกว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ  ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายธุรกิจเลือกใช้แพลตฟอร์มนี้ในการโพสต์ข้อความสั้นๆ เล่นกับกระแส  แล้วใช้ hashtags เข้ามาร่วมในการโพสต์ โดยในปี 2018 คนไทยใช้ Twitter 12 ล้านคนแล้ว จึงถือได้ว่า Twitter  เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ธุรกิจไทยก็ไม่ควรมองข้าม

ถ้าพูดถึงการใช้ Social Media มาช่วยในการทำธุรกิจออนไลน์ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้สื่อโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดีก็คือ WINK WHITE จากบริษัท วิงค์ไวท์ พานาเซีย จำกัด ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและความสวยความงาม ชั้นนำของเมืองไทย โดยแบรนด์นี้เน้นการขายสินค้าผ่านทาง Facebook และ Instagram ด้วยการทำคอนเทนต์จากเจ้าของแบรนด์ ให้กับตัวแทนเพื่อสนับสนุนการขายสินค้า ซึ่งตัวแทนสามารถนำคอนเทนต์ที่ทำขึ้นไปโพสต์ขายตามช่องทางอื่นๆ ได้ จนประสบผลสำเร็จมีตัวแทนมากกว่า 5,000 คน ที่เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนเพียงหลักพัน จนมียอดขายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถขยายสินค้าไปขายยังประเทศอินโดนีเซียได้สำเร็จ

  1. สร้างเว็บไซต์

ถึงแม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มในการขายผ่านทางช่องทาง Social Media แล้วก็ตาม แต่เว็บไซต์ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำการตลาดออนไลน์เช่นกัน ผู้ประกอบการรายใหม่มักจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป เพราะคิดว่าขายแค่ช่องทาง Social Media ก็น่าจะพอ โดยส่วนใหญ่แล้วร้านค้าออนไลน์เลือกใช้เว็บไซต์แบบอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในการขายสินค้า นั่นก็เพราะว่าเป็นเว็บไซต์แบบนี้ใช้ง่าย ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าพร้อมทั้งดูรายละเอียดของสินค้าได้เลย นอกจากนี้ยังเป็นอีกช่องทางสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านทาง Live Chat อีกด้วย  

ถ้าหากลองมองลึก ๆ ลงไป เว็บไซต์นั้นมีความสำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะเว็บไซต์เป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างความน่าเชื่อถือ แสดงตัวตนของแบรนด์ และยังสามารถทำ SEO (Search Engine Optimization) ได้ด้วย ซึ่งการทำ SEO ก็คือการโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ด้วยคีย์เวิร์ดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ใน Search Engine ทำให้มีโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์แล้วก็ยังมีการทำ SEM (Search Engine Marketing) ซึ่งเป็นการโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Google เหมือน SEO แต่สามารถทำให้ติดอันดับหน้าแรกได้เร็วขึ้น ด้วยการซื้อคีเวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการในเว็บไซต์ ซึ่งจะเป็นการจ่ายเงินโดย Pay Per Click (PPC) หรือการจ่ายเงินเมื่อมีการคลิ๊กโฆษณาเท่านั้น

อย่างเดียวกับแจ็ค หม่า ที่จากคนธรรมดาเรียนหนังสือในระดับพอใช้ แต่เขากลับมองเห็นความสำคัญของเว็บไซต์ จึงได้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ชื่อว่า “อาลีบาบา” (Alibaba) ด้วยเงินทุนเพียง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐจากการยืมกับคนรู้จัก หลังจากนั้นจึงสร้างเว็บไซต์ชื่อ Alibaba.com ศูนย์กลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้มาพบกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันทางการค้า เป็นแหล่งรวมหลากหลายร้านค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาได้หลายๆ ร้าน ถึงแม้ว่าเส้นทางการเริ่มต้นจะไม่หรูหราเท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้ Alibaba.com  ก็ได้กลายเป็นเว็บ Shopping Online ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนไปแล้ว

  1. ศึกษาวิธีการทำ Content Marketing

Content Marketing ถ้าให้ความหมายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือการตลาดโดยใช้เนื้อหา ซึ่งปัจจุบันการทำการตลาดออนไลน์ก็นิยมใช้คอนเทนต์มาส่งเสริมการขาย โดยลักษณะของคอนเทนต์ก็อาจจะมาในรูปแบบของบทความ รูปภาพ หรือวิดีโอก็ได้ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจ จนกลายมาเป็นลูกค้ารูปแบบในการเขียนคอนเทนต์ส่วนมากก็จะเน้นเป็นคอนเทนต์ที่ให้ความบันเทิง คอนเทนต์เชิงให้ความรู้ที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการ หรือคอนเทนต์เพื่อขายสินค้าและบริการ เป็นต้น

ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ในการทำ Content Marketing อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะว่าการทำ Content Marketing จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนช่องทางการตลาดดิจิทัลในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google เพราะคอนเทนต์สามารถเพิ่มจำนวนคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องสินค้าและบริการเราบนเว็บไซต์ของเราได้ และหากยิ่งมีคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ มีความสดใหม่ ไม่ซ้ำใคร ก็จะยิ่งทำให้ติดอันดับได้อย่างรวดเร็วขึ้น

หากพูดถึงแบรนด์ที่มีการนำ Content Marketing มาเป็นส่วนช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ ก็คงต้องนึกถึง Jones Salad ธุรกิจการขายสลัดผัก ที่ใครจะไปคิดว่าธุรกิจขายสลัดผักจะมาโด่งดังบนโลกออนไลน์ได้ นั่นเพราะว่าด้วยมุมมองที่แตกต่างของเจ้าของแบรนด์ เขาเลยถอดสูตรลับความสำเร็จด้วยการให้ข้อมูลสินค้าผ่านคอนเทนต์ โดยการสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้คนหันมาสนใจด้านสุขภาพมากขึ้น แล้วนำเสนอออกมาในแบบการ์ตูนอินโฟกราฟิก มีพระเอกหลักก็คือลุงโจนส์ โดยเจ้าของแบรนด์ลงมือทำคอนเทนต์และออกแบบด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบด้านดีไซน์มาก่อน แต่เลือกที่จะศึกษาเพิ่มเติมด้านการออกแบบอินโฟกราฟิก แล้วนำมาพัฒนาธุรกิจของเขา จนทุกวันนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Jones Salad

  1. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจบนสื่อออนไลน์

ในการทำการตลาดออนไลน์ การเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าอาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักเล็กน้อย เพราะลูกค้ากับแบรนด์ไม่สามารถสื่อสารกันได้ต่อหน้า ดังนั้นการแสดงตัวตนให้ลูกค้ารับรู้ว่าคุณคือใคร มีเจตนาอะไร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถใช้ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้

ข้อดีของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านสื่อออนไลน์จะทำให้แบรนด์ของคุณใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ KFC ที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์โดยใช้ Facebook ภายใต้แนวคิด “เพราะลูกค้าคือคนสำคัญ” ซึ่งผลตอบรับที่ทาง KFC ได้จากผู้คนก็ออกมาดีอย่างไม่น่าเชื่อ

หากคุณมองว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจผ่านสื่อออนไลน์ดังเช่น KFC อาจจะดูว่าทำยากไปสักหน่อย แต่ขอบอกว่านี่เป็นวิธีที่ง่ายๆ เพราะวิธีการนี้สามารถนำเอาเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับสินค้า โปรโมชั่น  หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับออกมาโพสต์ โดยเน้นไปที่การสร้างโพสต์ในลักษณะการขอความคิดเห็นจากลูกค้า ตลอดจนการสร้างแคมเปญต่างๆ ที่จะทำให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้มากยิ่งขึ้น อาทิเช่นแคมเปญ ถังไรอ่ะ เป็นการโพสต์ข้อความในเพจว่า “ เอาถังป่าว ? ถังเปล่าเคเอฟซี ลิมิเต็ด อิดิชั่น 399 บาท สารพัดสรรพคุณต้อนรับสงกรานต์ ขายกันแบบนี้แหละ ของมันต้องมีจริงๆนะ ” พร้อมติด Hashtag #ถังไรอ่ะ ร่วมด้วย ซึ่งทำเพียงแค่คอนเทนต์เดียว! ก็สามารถเรียก Engagement จากลูกค้าได้อย่างมากในโลกออนไลน์

source: Facebook @KFCth

 

  1. สร้างแรงจูงใจในการซื้อขายด้วย “Influencers”


จากการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์
theshelf.com ในหัวข้อ Influencer Marketing is the New King of Content (2015) พบว่า 92% ของผู้บริโภคเลือกที่จะเชื่อคำแนะนำจากผู้มีอิทธิพลที่ตัวเองชื่นชอบ (ดารา นักร้อง เน็ตไอดอล ฯลฯ) มากกว่าการแนะนำที่มาจากแบรนด์ แต่ในการเริ่มขายสินค้าบนสื่อออนไลน์ครั้งแรก สินค้าที่ขายอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก การสร้างแรงจูงใจในการซื้อขาย หรือทำให้ลูกค้ารู้จักกับแบรนด์มากยิ่งขึ้นด้วยการใช้ Influencer เข้ามาช่วยในการทำตลาด นั้นจะเข้ามาช่วยให้ปัญหานี้หมดไป

ยกตัวอย่างเช่น  Adidas ที่เริ่มออกแคมเปญ Influencers ด้วยการร่วมมือกับ Selena Gomez ผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน มีผู้ติดตามทาง Instagram 144 ล้านคน เริ่มแคมเปญนี้มีชื่อว่า #MyNeoShoot และยังได้ให้ Influencer อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาชื่อดัง ดาราเข้ามาร่วมแคมเปญนี้ด้วย ด้วยการให้คนดังโพสต์สินค้าของ  Adidas ผ่าน Instagram ส่วนตัวของพวกเขา โดยผลลัพธ์ที่ได้คือการขายคือยอดขายเพิ่มขึ้น 24.2% ในช่วง 12 เดือน

แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในการทำตลาดออนไลน์ หรือมีธุรกิจขนาดเล็ก การจ้างดารา หรือผู้มีชื่อเสียงระดับโลกอาจเป็นวิธีการทำตลาดที่ห่างไกลกับความจริงมากไป ดังนั้นลองมองหาเน็ตไอดอล หรือผู้ที่มีชื่อเสียงในโซเชียลมีเดีย ที่มีความเข้ากันได้กับแบรนด์ของคุณ โดยในการเลือก Influencers ก็ควรเลือกบุคคลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพราะจะทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างได้อย่างง่ายดาย เช่น หากคุณขายเครื่องครัว คุณก็ต้องหาผู้มีอิทธิพลในโซเชียลที่มีจุดเด่นด้านการทำอาหารมาเป็น Influencers ให้กับแบรนด์ของคุณ  

การทำการตลาดออนไลน์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้ามช่องทางนี้ ถึงแม้ว่าจะมีหน้าร้านขายแบบออฟไลน์แล้วก็ตาม  

No Comments Yet

Comments are closed