IoT: Internet of Things อินเตอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง

IoT คืออะไร?

Matthew Evans หัวหน้าโครงการ IoT ของ TechUK (สมาคมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป) กล่าวว่า “ความหมายง่าย ๆ ของ Internet of Things ก็คืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์ธรรมดาไปถึงสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้”

ดังนั้นอุปกรณ์ที่ต่อเน็ตได้จึงเรียกได้ง่าย ๆ ว่าเป็นอุปกรณ์ IoT นั่นเองหรือที่เรารู้จักในชื่อ “อุปกรณ์อัจฉริยะ”

Internet of Things อยู่รอบตัว

“IoT ผสมผสานความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมที่เป็น ‘สิ่งของ’ ของมนุษย์เข้ากับระบบข้อมูลดิจิทัล(อินเตอร์เน็ต)ของเรา นั่นคือ IoT” Kevin Ashton ผู้ริเริ่มวลี ‘Internet of Things’ กล่าวไว้ในปี 1999 

บริษัท Gartner ผู้วิเคราะห์และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีและธุรกิจ ประเมินไว้ว่าแค่ภายในปี 2021 นี้จะมีอุปกรณ์ IoT เพิ่มขึ้นกว่า 5.8 พันล้านชิ้น ในขณะที่ IDC บริษัทวิเคราะห์เทคโนโลยีอีกแห่งหนึ่งคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ IoT จะเพิ่มขึ้นถึง 41.6 พันล้านเครื่องภายในปี 2025 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า สำหรับผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ด้วยแค่การนับว่าเราพกอะไรบ้าง อย่างน้อยก็สมาร์ทโฟน สมาร์ทวอช หูฟังไร้สายอัจฉริยะที่ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ แล้วไหนยังจะมีแว่นตาอัจฉริยะอีก

Smart Watches หรือ นาฬิกาอัจฉริยะ เป็นตัวอย่างที่ดีของ IoT มันมีเซ็นเซอร์มากมายที่คอยตรวจจับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคุณทุกวินาที เมื่อคุณหลับ มันตรวจจับการนอนของคุณและประเมินออกมาเป็นคะแนนคุณภาพการนอน เมื่อคุณออกกำลังกาย มันตรวจจับอัตราการเต้นหัวใจและบอกว่าคุณเผาพลาญแคลอรี่ไปแล้วเท่าไหร่ หรือแม้แต่ช่วยชีวิตของคุณได้เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะเหมือนดั่งที่ Apple Watches เคยทำ ข้อมูลเหล่านี้รับเข้ามาจากเซ็นเซอร์และถูกแลกเปลี่ยนผ่านเครือข่าย อุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้จึงรู้ว่าร่างกายของคุณอยู่ในระดับปกติหรือแตกต่างจากคนอื่น ๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ IoT อุปกรณ์อัจฉริยะอีกมากมายเช่น หลอดไฟอัจฉริยะที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับบุคคลแล้วทำการเปิดปิดอัติโนมัติและสามารถสั่งการได้ผ่านแอปพลิเคชั่นให้ดูเหมือนมีคนอยู่บ้านแม้คุณจะไม่อยู่ก็ตาม หรืออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นลำโพงอัจฉริยะเช่น Google Nest หรือ Echo ของ Amazon ที่จะคอยรับฟังคำพูดของคุณหรือแม้แต่โทรสั่งพิซซ่าให้คุณได้

Internet of Things และข้อมูลมหาศาล

ไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่า IoT นั้นมาพร้อมกับข้อมูลมหาศาลที่พวกมันแลกเปลี่ยนและเชื่อมต่ออยู่ ยิ่งมีเซ็นเซอร์มากเท่าไหร่ พวกมันก็เก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอบสนองต่อพฤติกรรมของเราได้แม่นยำขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น Google Maps เครื่องนำทางของเราซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต พาเราไปร้านคาเฟ่ใหม่ ๆ ได้เนื่องจากข้อมูลเส้นทางมหาศาลที่ถูกรวบรวมมาจากนักคาเฟ่ตัวยงหลายคน ซึ่ง Google เคยกล่าวว่าการพัฒนาข้อมูลเหมาะเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนถนนบ่อย ก็ไม่ว่าจะขุดเอย ซ่อมเอย หรือรื้อทิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่เอย เจออยู่ได้ทุกวัน หรือจะเป็นด้านการแพทย์ เมื่อ IoT สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดและบันทึกได้เรียลไทม์ ก็ช่วยให้แพทย์ได้เข้าข้อมูลสุขภาพและสามารถประเมินได้อย่างแม่นยำมากขึ้นถึงอาการป่วยที่บางครั้งผู้ป่วยเองก็ลืมหรือไม่ได้สนใจว่าชั่วโมงที่แล้วหัวใจเต้นไปกี่ครั้ง

Cisco บริษัทเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ประเมินไว้ว่าการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ IoT ในปี 2021 นี้มีการรับส่งข้อมูลระหว่างกันกว่า 27.1 พันล้านเครื่องทั่วโลก และจะยิ่งมากขึ้นไปอีกเมื่ออินเตอร์เน็ตมารถเข้าถึงได้ทุกที่ทั่วโลก ตามที่ Starlink อินเตอร์เน็ตดาวเทียมของ Elon Musk หวังไว้

Internet of Things และธุรกิจ

ข้อมูลคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในการทำธุรกิจ เมื่อพวกเขามีข้อมูลมากขึ้น พวกเขาก็ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำขึ้น เราขอย้อนกลับไปที่ยกตัวอย่าง “ตู้เย็นอัจฉริยะ” ก่อนการเข้ามาของ IoT ตู้เย็นก็เป็นเพียงอุปกรณ์ที่แช่อาหารเหมือนกันหมดทุกบริษัท แต่เมื่อมันถูกเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและใส่ชิปประมวลผลเข้าไป ทำให้บริษัทผู้ผลิตรับทราบข้อมูลของลูกค้าทั้งหมดได้ว่าโดยทั่วไปแล้วพวกเขา “แช่” อาหารอะไรก็สามารถผลิตออกแบบตู้เย็นที่มีสามารถปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสิ่งนั้นได้

ธุรกิจรายย่อยก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน ลองนึกภาพตามร้านอาหารตามสั่งที่มีตู้เย็นอัจฉริยะ พวกเขาสามารถเก็บรักษาวัตถุดิบได้ยาวนานขึ้นและมีคุณภาพเหมือนเดิม แล้วไหนจะมีข้อมูลการปริมาณการเปิดปิด ทำให้ร้านค้ารู้ได้ว่าลูกค้ามักมาช่วงเวลาไหน หรือจะเป็นร้านอาหารตามสั่งที่เจ้าของร้านไม่ชอบล้างจาน ก็อาจจะมีเครื่องล้านจานอัจฉริยะที่มีสูตรการล้างจานนับร้อยจากฐานข้อมูลของสมาคมแม่บ้าน พร้อมปรับอุณหภูมิน้ำ(เพื่อสุขภาพที่ดีของจานคุณ) อุปกรณ์ IoT จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายได้อย่างมาก

ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ หรือ Industry 4.0 คือการนำ IoT มาใช้เพื่อวัดผลและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทางอุตสหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ เซ็นเซอร์ เครือข่ายไร้สาร Big Data หรือ เอไอ พวกมันสามารถให้ข้อมูลได้อย่างละเอียดในกระบวนการอุตสาหกรรม ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตสามารถทราบถึงประสิทธิภาพของสายการผลิตว่าต้องลดหรือเพิ่มขั้นตอนใดเพื่อประหยัดต้นทุนและให้สินค้ามีคุณภาพมากที่สุด นอกจากนี้ข้อมูลมหาศาลยังช่วยบริษัทประเมินปริมาณวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมด้านอาหาร เมื่อโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรงทำให้ผู้ผลิตคาดเดาธรรมชาติได้ยากยิ่งขึ้น จากฝนที่ตกไม่ตรงตามฤดูกาล พายุที่อยู่ ๆ ก็เกิด หรือแดดที่ร้อนเกินไป พวกมันทำให้พืชผลโตได้ไม่เต็มที่ แล้วไหนจะแร่ธาติในดินอีก (คนนะ ไม่ใช่ใส้เดือน) แต่เมื่อมีอุปกรณ์ IoT พวกเขาสามารถวัดข้อมูลได้มากมายในพื้นที่เพาะปลูก จากที่ไม่รู้เลยว่าดินมีแร่ธาติมากน้อยแค่ไหน กลายเป็นรู้ได้ว่าต้องใส่ปุ๋ยสูตรไหนถึงจะเหมาะสม จากที่ต้องแห่นางแมวให้ฝนตก พวกเขารู้ว่าต้องให้น้ำกี่หยดและเมื่อไหร ทุกอย่างอัจฉริยะไปหมด

นอกจากนี้ เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล พวกเขาสามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศได้จากหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์เพื่อเตรียมตัวถึง “ภัยธรรมชาติ” ที่จะมาถึงได้เช่นพายุเฮอริเคน และหน่วยงานวิทยาศาสตร์ก็ได้ข้อมูลผลกระทบจากภัยธรรมชาติเพื่อไปวิจัยและศึกษาต่อได้เช่นกัน การพัฒนาระบบ IoT ช่วยให้หน่วยงานและบริษัทมากมายแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ตามที่บริษัททั้งหลายให้สัญญาว่าจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมของเราดีขึ้น

“มันจะทำให้ปัญหาที่คุณเจอในแต่ละวันง่ายขึ้น เช่นการหาที่จอดรถในพื้นที่พลุกพล่าน เชื่อมโยงระบบความบันเทิงภายในบ้านของคุณ หรือใช้กล้องในตู้เย็นเพื่อตรวจสอบว่าคุณต้องการนมเพิ่มระหว่างทางกลับบ้านรึเปล่า?”

Matthew Evans

ที่มา : zdnet.com – what is IoT, techuk.org, wired.co.uk, gartner.com

No Comments Yet

Comments are closed